Wednesday, April 26, 2006

พระราชวังแวร์ซายส์


พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่เก่าแก่ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส แต่เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านของชาวนา พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงเป็นนักล่าสัตว์ได้มาพบจึงสร้างเป็นสถานที่นัดพบในการล่าสัตว์ และได้มีการขยายออกไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งกลายมาเป็นปราสาท พระราชวัง และมีการเลี้ยงฉลองกันเรื่อยมา
ปัจจุบัน พระราชวังนี้เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของศิลปะและราชสำนักฝรั่งเศส สถาปนิกและวิศวกรรวมรวมทั้งมัณฑนากรหลายคน เช่น Le Vau, Mansart, Gabriel, Le Brun, Le Nôtre ได้ช่วยกันก่อสร้าง ตกแต่ง จนได้รับยกย่องว่าเป็นพระราชวังที่งดงามมาก ภายในพระราชวังมีภาพวาด ภาพแกะสลักซึ่งแสดงให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสหลายสมัย สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกับอเมริกา ในปี ค.ศ 1783
แวร์ซายส์ นับเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี คศ 1789 ต่อมา ในปี ค.ศ 1815 พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ได้เปลี่ยนสภาพพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919
นอกจากเครื่องประดับที่เก่าแก่ และสูงค่าแล้ว การจัดสวนก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่างดงามยิ่งนัก เพราะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสวยงามมาก โดยเฉพาะตอนฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ส่วนที่เป็นป่าสำหรับล่าสัตว์ ปัจจุบันใช้เป็นที่ๆให้ผู้เข้าชมไปเดินเล่นพักผ่อน และมีม้าหินให้นั่งเล่นเป็นระยะๆ
สิ่งที่ผู้เข้าชมพระราชวังจะอดชื่นชมไม่ได้ คือ น้ำพุ มีน้ำพุมากมายและสวยงาม มีชื่อตามเทพเจ้ากรีกและโรมันต่างๆ เช่น อพอลโล และลาโตนเป็นต้น

Wednesday, April 12, 2006

ประเทศฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสตั้งอยู่ตรงกลางทวีปยุโรปตะวันตก ดังนั้นอารยะธรรมของฝรั่งเศสก็คือ ส่วนหนึ่งของอารยธรรมตะวันตกนั่นเอง หลายครั้งฝรั่งเศสรับเอาอารยธรรมของชาติอื่นเข้ามาผสม ผสานกับอารยธรรมดั้งเดิมและประเทศอื่นๆ ก็รับเอาอรรยธรรมของฝรั่งเศสไปหลายครั้งหลายครา เช่นกัน ความสำคัญของอารยธรรมฝรั่งเศสที่ยอมรับหลายสมัย
ฝรั่งเศสรับเอาภาษาละตินของโรมันมาตั้งแต่ตั้งแต่ก่อนคริสตกาล และวิวัฒนาการมาเป็นภาษาฝรั่งเศสในสมัยกลาง ภาษาฝรั่งเศสมีความสำคัญขึ้นมาพร้อมๆ กับที่ฝรั่งเศสได้เป็นประเทศผู้นำของยุโรปในรัชสมัย
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ภาษาฝรั่ง เศสได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะสละสลวย และเป็นภาษาของสังคมชั้นสูงของยุโรปและภาษาทางการฑูตระหว่างศตวรรษ ที่ 17-19 ปัจจุบัน แม้ฝรั่งเศาจะสูญเสียฐานะประเทศผู้นำระหว่างยุโรป ภาษาฝรั่งเศสยังใช้เป็นภาษาราชการในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเช่น ตูนิเซีย โมรอคโค และอัลจีเลีย เป็นต้น
ในด้านการเมือง อิทธิพลของนักคิดนักเขียนฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 หรือที่เรียกว่า "ยุคแห่งความรู้แจ้ง" เป็นไปอย่าง กว้างขวางและมีส่วนก่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในทางการเมืองการปกครองของหลายประเทศเริ่มด้วยการปฏิวัติเพื่อ อิสรภาพของอเมริกาในปี 1776 และการปฏิวัติครั้งใหญ่ของฝรั่งเศสเองในปี 1789 วรรณกรรมเชิงปรัชญาของมงเตสกิเออ (Montesquiru) วอลแตร์(Voltaire) และรุสโซ(Rousseau) ได้วางพื้นฐานด้านแนวความคิดที่นักปฏิวัตินำไปใช้ในการหาทาง สร้างสังคมใหม่ในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวความคิดในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และประโยชน์สุขของประชาราษฎร์ส่วนรวม
ในด้านกฏหมาย ประมวลกฏหมายนโปเลียน(Codes Napoleons) ที่พระเจ้านโปเลียนมหาราชทรงให้รวบรวมขึ้นในต้น ศตวรรษที่ 19 ได้เป็นแบบฉบับของกฏหมายหลายประเทศ รวมทั้งกฏหมายของไทยนักกฏหมายไทยจึงนิยมไปทำการศึกษาใน ประเทศฝรั่งเศสกันตลอดมา
ไทยและประเทศฝรั่งเศสมีสัมพันธไมตรีกันมานานกว่า 300 ปีแล้ว โดยมีการส่งคณะฑูตเพื่อ เจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการหลายครั้ง ระหว่างสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 ในศตวรรษที่ 17 แต่การเดินทางไปมาแต่ละครั้งกินเวลานาน ต้องรอนแรมทางเรือหลายเดือน จึงจะถึง ปัจจุบัน การเดินทางติดต่อสื่อสารเป็นไปได้โดยสะดวกรวดเร็ว นอกจากท่องเที่ยวคนไทยยังไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อการ ศึกษา ติดต่อธุรกิจการค้า หรือร่วมประชุมสัมมนาเป็นประจำ ชาวฝรั่งเศสก็นิยมมาท่องเที่ยวประกอบธุรกิจ หรือพำนักอยู่ใน ประเทศไทยเช่นกัน นอกจากนั้นแล้ว ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ก็ยังติดต่อค้าขาย กับประเทศไทยโดยตรง หรือในฐานะที่ไทยเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน ดังนั้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสและ ภูมิหลังของชาวฝรั่งเศส นอกจากจะเป็นพื้นฐานของการศึกษาและวรรณคดีฝรั่งเศสแล้ว ยังอำนวยประโยชน์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้านอื่นๆ อีกด้วย